Blog

ระบบสอบเทียบ GED คืออะไร? ขั้นตอน ค่าใช้จ่าย ยื่นคณะไหนได้บ้าง?

ในปัจจุบันนอกจากการเรียนไล่ตามระดับชั้นแล้ว ยังมีการสอบเทียบเพื่อนำคะแนนไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัยด้วย วันนี้จึงจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบสอบเทียบ GED ให้มากขึ้น ขั้นตอนการสอบเทียบมีอะไรบ้าง มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และสามารถยื่นคะแนนเข้าคณะไหนได้บ้าง ไปหาคำตอบพร้อมๆ กัน

ระบบสอบเทียบ GED คืออะไร?

GED ย่อมาจาก General Educational Development เป็นการสอบเทียบวุฒิการศึกษาระดับ High School ของระบบการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือเป็นการสอบเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลายนั่นเอง ซึ่งในประเทศไทยการสอบเทียบ ม.6 ด้วยการสอบ GED ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทยและต่างประเทศยอมรับวุฒิ GED อย่างเป็นทางการ

โดยการสอบเทียบ GED ไม่มีการจำกัดวุฒิการศึกษาขั้นต่ำ จะเรียนอยู่ชั้นไหนก็สามารถสมัครสอบได้ แต่ผู้สมัครจะต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป ในการสอบจะสามารถสอบซ้ำได้ถึง 3 ครั้ง หากยังสอบไม่ผ่านในครั้งที่ 3 จะต้องเว้นระยะ 60 วันก่อนสอบครั้งถัดไป

GED กับวุฒิ ม.6 ปกติ ต่างกันอย่างไร?

สำหรับน้องๆ ที่กำลังลังเลว่าจะเลือกเรียนในระบบปกติหรือสอบเทียบ GED ดี ลองดูตารางเปรียบเทียบนี้ก่อนได้เลย

GED เหมาะกับใครบ้าง?

  • น้องๆ ที่เรียน Homeschool หรือไม่ได้เรียนในระบบปกติ
  • ผู้ที่ต้องการเข้ามหาวิทยาลัยเร็วขึ้น 1-2 ปี
  • ผู้ที่วางแผนเรียนต่อต่างประเทศหรือหลักสูตรอินเตอร์ในไทย
  • ผู้ที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดีและต้องการใช้ทักษะนั้นให้เกิดประโยชน์

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ

  • GED สอบเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด หากยังไม่แน่ใจในทักษะภาษาอังกฤษ ควรเตรียมตัวและติวให้พร้อมก่อน
  • บางคณะในภาคไทยยังต้องการคะแนน TCAS วิชาอื่นประกอบด้วย ควรตรวจสอบ requirements ของคณะเป้าหมายทุกครั้ง
  • วุฒิ GED ไม่สามารถใช้แทนวุฒิ ม.6 ในการสมัครงานราชการไทยได้

และหากน้องๆ กำลังสงสัยว่า IGCSE กับ GED ต่างกันยังไง และอันไหนเหมาะกับแผนเรียนต่อของตัวเองมากกว่า สามารถปรึกษาทีมงาน EFL Learning Centre ได้โดยตรง เพราะเราพร้อมช่วยวางแผนการเรียนให้เหมาะกับเป้าหมายของน้องๆ แต่ละคนโดยเฉพาะ

ขั้นตอนการสมัครระบบสอบเทียบ GED

ขั้นตอนที่ 1 : สมัคร GED Account

สมัคร GED Account ผ่านเว็บไซต์ www.ged.com โดยระบบจะใช้เวลาในการสร้าง GED Account ให้ราวๆ 1-2 สัปดาห์ โดยผู้สมัครจะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป หากผู้สมัครมีอายุ 16-17 ปี ผู้ปกครองจะต้องเซ็นใบยินยอม (Consent form) ก่อน

ขั้นตอนที่ 2 : ทำการสอบ GED Ready ให้ผ่าน

ก่อนสอบจริง ผู้สมัครจะต้องสอบ GED Ready หรือแบบทดสอบความพร้อมก่อนสอบจริงให้ผ่านก่อน โดยต้องทำคะแนนให้ได้มากกว่า 155 คะแนนจากคะแนนเต็ม 200 คะแนน จึงจะสามารถสอบจริงได้ (ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ $6.99 /วิชา)

ขั้นตอนที่ 3 : สมัครสอบ GED รอบจริง

หลังจากที่สอบ GED Ready หรือแบบทดสอบความพร้อมก่อนสอบจริงผ่านเรียบร้อยแล้ว ระบบจะอนุญาตให้สมัครสอบจริง โดยเลือกไปที่ “Schedule Test” ที่หน้าเว็บไซต์ www.ged.com จากนั้นสามารถเลือกสอบวิชาที่สอบ GED Ready ผ่านแล้วได้เลย (ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ $80 /วิชา)

Tips: สำหรับน้องๆ ในเชียงใหม่ สามารถเลือกสอบที่ศูนย์สอบ GED ในจังหวัดเชียงใหม่ได้โดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายได้มาก

ขั้นตอนที่ 4 : ทำเรื่องขอ Transcript และ Diploma

ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากที่สอบผ่านครบทุกวิชาแล้ว จึงจะสามารถทำเรื่องเพื่อขอ Transcript และ Diploma ได้ โดยสามารถเลือกวิธีส่งเอกสารตัวจริงจากประเทศสหรัฐอเมริกามาที่ประเทศไทยทางไปรษณีย์ได้เลย แต่ถ้าไม่ทำเรื่องขอเอกสารตัวจริงจะได้เป็น E-Transcript และ E-Diploma แทน ซึ่งแนะนำให้ขอตัวจริงมาไว้ด้วยจะดีกว่า เพราะบางมหาวิทยาลัยใช้เอกสารตัวจริงในการยื่น (ค่าใช้จ่ายในการขอเอกสารตัวจริงอยู่ที่ $15 /ใบ ไม่รวมค่าส่ง)

ระบบสอบเทียบ GED สอบอะไรบ้าง?

ในการสอบของระบบสอบเทียบ GED จะแบ่งการสอบออกเป็น 4 วิชา ได้แก่

วิชาที่ 1 : การอ่านและการเขียน (Reasoning Through Language Arts (RLA))

รูปแบบข้อสอบจะเป็นแบบปรนัย อัตนัย และ Essay มีข้อสอบประมาณ 46 ข้อ ให้เวลาในการสอบ 150 นาที

โดยเนื้อหาจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ Tests all contents, Extended Response และ Tests all contents มีทั้งการสอบไวยากรณ์ การอ่านจับใจความ รวมถึงการเขียน Essay ด้วย

วิชาที่ 2 : สังคมศึกษา (Social Studies)

รูปแบบข้อสอบจะเป็นอัตนัย ลากคำตอบ และเติมคำในช่องว่าง มีข้อสอบประมาณ 35 ข้อ ให้เวลาในการสอบ 70 นาที

โดยเนื้อหาจะเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับสังคมศึกษา เหตุการณ์ปัจจุบัน และประวัติศาสตร์โลก เช่น การปกครองและหน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เป็นต้น

วิชาที่ 3 : คณิตศาสตร์ (Mathematical Reasoning)

รูปแบบข้อสอบจะเป็นแบบปรนัยและอัตนัย มีข้อสอบประมาณ 46 ข้อ ให้เวลาในการสอบ 115 นาที

โดยเนื้อหาจะเป็นพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เรขาคณิต พีชคณิต และการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน Basic Data Analysis เป็นต้น โดยอนุญาตให้นำเครื่องคิดเลขรุ่น TI-30XS เข้าสอบได้ (5 ข้อแรกห้ามใช้เครื่องคิดเลข)

วิชาที่ 4 : วิทยาศาสตร์ (Science)

รูปแบบข้อสอบจะเป็นแบบอัตนัยและลากคำตอบ มีข้อสอบประมาณ 38 ข้อ ให้เวลาในการสอบ 90 นาที

โดยเนื้อหาจะเป็นเนื้อหาวิทยาศาสตร์กับชีวิต วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ชีววิทยา ฟิสิกส์ เคมี โลกและอวกาศ เป็นต้น สามารถนำเครื่องคิดเลขเข้าสอบได้เช่นเดียวกับวิชาคณิตศาสตร์ แต่ต้องเป็นรุ่น TI-30XS เท่านั้น

ระบบสอบเทียบ GED ยื่นเข้าคณะไหนได้บ้าง?

ในการสอบเทียบ GED สามารถยื่นเข้าได้หลายมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน รวมถึงยังสามารถยื่นได้ทั้งภาคไทยและภาคอินเตอร์ด้วย

ตัวอย่างมหาวิทยาลัยและคณะที่ยื่นสอบเทียบ GED ได้

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาคไทย เช่น

  • คณะวิศวกรรมศาสตร์
  • คณะอักษรศาสตร์
  • คณะนิติศาสตร์

ภาคอินเตอร์ เช่น

  • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ การออกแบบสถาปัตยกรรม หลักสูตรนานาชาติ (INDA)
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ (ISE)
  • คณะวิทยาศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ (BBTech)

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ภาคไทย เช่น

  • คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
  • คณะศิลปกรรมศาสตร์
  • คณะนิติศาสตร์
  • วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วยอึ้งภากรณ์

ภาคอินเตอร์ เช่น

  • คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน สาขาสื่อมวลชนศึกษา หลักสูตรนานาชาติ (B.J.M.)
  • คณะพยาบาลศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ (BNS)
  • คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง (DBTM)
  • คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การออกแบบเชิงดิจิทัล หลักสูตรนานาชาติ (IDD)

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ภาคไทย เช่น

  • คณะวิศวกรรมศาสตร์
  • คณะศึกษาศาสตร์
  • คณะสัตวแพทยศาสตร์
  • คณะบริหารธุรกิจ

ภาคอินเตอร์ เช่น

  • คณะวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาเกษตรเขตร้อน (B.S.)
  • คณะเศรษฐศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ (B.A. & B.Econ)
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ (IUP)

มหาวิทยาลัยอื่นๆ

  • วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
  • วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
  • วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
  • วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
  • สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

สำหรับน้องๆ ที่กำลังวางแผนจะสอบเทียบ GED แนะนำให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด รวมถึงทบทวนบทเรียน ฝึกทำโจทย์บ่อยๆ เพราะข้อสอบในการสอบเทียบ GED ก็ยากเอาเรื่องอยู่เหมือนกันท้ายสุดนี้ อย่าลืมลองแวะดูคอร์สเรียนเตรียมสอบ A-Level จากเรา ที่ EFL Learning Centre เชียงใหม่ มีคอร์สสอนภาษาอังกฤษให้เลือกหลากหลายสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย ทุกการเตรียมสอบวัดระดับ หรือศึกษาต่อ หากยังไม่มั่นใจว่าคุณควรจะเลือกคอร์สเรียนภาษาอังกฤษแบบไหนดี เพื่อให้เหมาะกับตัวคุณเองมากที่สุด สามารถติดต่อเราได้ตามช่องทางต่างๆ เพื่อปรึกษาวางแผนการเรียนได้ตลอดเวลา เรายินดีพร้อมให้บริการคุณ

โดย EFL Learning Centre

ศูนย์การเรียนรู้ EFL แบ่งปันคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง อัปเดตข่าวสารของโรงเรียน และข้อมูลเชิงลึกด้านการเรียนภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียน ผู้ปกครอง และพันธมิตรด้านการศึกษา พร้อมสำรวจแนวทางที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะภาษา การเตรียมตัวสอบ เส้นทางการศึกษา และโอกาสในการเรียนอย่างมั่นใจ

แชร์

ข่าวสารอื่นๆ

สอบ GED ยากไหม ต้องเก่งภาษาอังกฤษระดับไหน?

“EFL Learning Centre” ฉลอง 22 ปี เปิดศูนย์แนะแนวใหม่ ดันเยาวชนไทยสู่เวทีโลกด้วย AI วิเคราะห์ศักยภาพลึก

เคล็ดลับเลือกวิชา IGCSE และ A-Level ให้สอบติดคณะที่ใช่

ประชุมเตรียมจัด “มหกรรมศิลปหัตถกรรมนักเรียนนอกระบบเชียงใหม่ 2569”

มีคำถามเพิ่มเติมใช่หรือไม่?

พูดคุยกับทีมงานของเราเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สภาษาอังกฤษ การเตรียมสอบ และเส้นทางการเรียนรู้ทางวิชาการที่

EFL Learning Centre School

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า